จะกล้า จะกลัว เมื่อไรดีนะ ?

screenshot.15

Q: “จงกลัวเมื่อคนอื่นกล้า จงกล้าเมื่อคนอื่นกลัว” เป็นหลักที่ผมยึดถือมาตลอด มันถูกต้องใช้มั๊ยครับ ?

A: ต้องดูให้ออกซะก่อน ว่าเค้ากล้าสุดหรือยัง และกลัวสุดหรือยัง ห้ามคิดเองเออเองเด็ดขาดครับ

ลองนึกภาพตามไปนะครับ …

ตอนที่เรากำลังคิดว่าคนเขากล้าสุดติ่งแล้ว เช่น แถว ๆ ดัชนี 1,000 จุด แต่มันก็ไป 1,200 ผ่านไปถึง 1,400  แว๊บเดียว 1,600 … จะไปกล้าสุดที่ตรงไหน

screenshot.12

ในทางกลับกัน ตอนที่เราคิดว่าคนเขากลัวแล้ว เช่น ตอนวิกฤติอเมริกา ดัชนีจากเกือบ 900 ร่วงมา 700 กว่า คนก็กลัวจะแย่ ยังลงไปต่อ 600 เอ้า ขาดทุน 33% แล้วนะ (จาก 900) แต่ก็ยังลงต่อไป 500 จนไปหยุดที่แถว ๆ 400 … โอย กว่าจะเจอจุดกลัวสุด

screenshot.7

ดังนั้น ขอแก้ใหม่เป็นว่า “จงกลัวเมื่อคนเริ่มกลัว จงกล้าเมื่อคนเริ่มกล้า

ก็คือ ให้เห็นกับตาซะก่อนว่า ตลาดเริ่มจะกลับทิศทางแล้ว ค่อยซื้อ ค่อยขาย เพื่อให้อาการความ “เริ่มกล้า” หรือ “เริ่มกลัว” มันชัดเจนเป็นรูปธรรมบ้างซะหน่อย … ซึ่งเจ้าการกลับทิศทางนี้ มันก็มีแนวทางมากมายที่ใช้ช่วยดู ไม่ว่าจะเป็นในเชิงเทคนิก หรือเชิงพื้นฐาน และทั้งแบบระยะสั้น หรือ ระยะยาว

คลิกไปอ่านบทความแนะนำ –> ราคาหุ้นมีแนวโน้มหรือเปล่า และเราจะดูแนวโน้มยังไง ?

และจริง ๆ แล้วเจ้าตัวความกล้าความกลัว โดยตัวของมันเอง มันแทบจะวัดเป็นรูปธรรมไม่ได้ (ถ้าถามว่า ตอนนี้คนกล้ากันกี่หน่วยแล้ว ? แล้วจะวัดยังไง ! เจ้าสเกลความกล้านี่มันมีจุดสูงสุดต่ำสุดตรงไหน? ตอบไม่ได้ครัช !!) แต่จะสะท้อนออกมาเป็นจริตการเคลื่อนไหวของดัชนี/ราคาหุ้นในตลาด ซึ่งจุดนี้ พอจะสามารถวัดแนวโน้มการขึ้นการลงออกมาเป็นรูปธรรมได้บ้าง

ลองหาหลักไว้ซะหน่อย ไม่คิดเอากำหนดเองโดยไม่ใช้ข้อมูลภายนอก … ความเสี่ยงจะได้น้อยลง โอกาสจะได้มากขึ้น

ภาพด้านล่างนี้คือตัวอย่างการใช้เครื่องมือ MACD (Moving Average Convergence/Divergence) ในการหาจุดกลับทิศทางหรือแนวโน้ม ของดัชนี SET Index ซึ่งจะเห็นว่า การจะเห็นสัญญาณการกลับทิศทาง คือหัวลูกศรชี้ชึ้น/ลง ก็ต่อเมื่อดัชนีผ่านจุดต่ำสุด/สูงสุดของแต่ละช่วงเวลาไปก่อนแล้ว ไม่มีทางที่เราจะรู้ได้เองล่วงหน้าว่าเมื่อไร ตรงไหน

screenshot.11(คลิกที่ภาพเพื่อดูในขนาดใหญ่เต็มจอ)

 

Advertisements

Leave a Reply