ย้อนประวัติเหตุการณ์ “แบงก์ชาติร้อยจุด” ปี 2549

คม-ชัด-ลึก วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549
(สำเนาข่าวจาก www.ast.or.th)

” … มาตรการแบงก์ชาติป่วนตลาดหุ้น ต่างชาติเทกระจาดดัชนีรูด 108 จุด มูลค่าตลาดหาย 8 แสนล้าน ด้านตลาดหุ้น-ก.ล.ต.วอนทบทวน “หม่อมอุ๋ย” ยันจำเป็นต้องทำ รับผลกระทบรุนแรงเกินคาด ยอมผ่อนคลายให้เงินลงทุนตรงและลงทุนในหุ้นไม่ต้องสำรอง 30% ด้านโบรกเกอร์ชี้มาตรการแรงเกินไป ปรับมุมมองเป็นลบต่อหุ้นไทย

มาตรการสกัดเก็งกำไรเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดให้สถาบันการเงินที่รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ต้องกันเงินสำรองเป็นเงินตราต่างประเทศไว้จำนวนร้อยละ 30 ของเงินตราต่างประเทศดังกล่าว ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ให้รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทให้แก่ลูกค้า ได้ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหุ้นไทยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม อย่างหนัก

ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับลดลงทันทีที่ตลาดเปิดซื้อขาย จากนั้นมีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อเวลา 11.29 น.ดัชนีปรับลดลงเกินกว่า 10% ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องหยุดซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที ตามระบบเซอร์กิตเบรกเกอร์ และเปิดทำการซื้อขายรอบใหม่อีกครั้งเวลา 11.59 น.แต่ก็ยังมีแรงเทขายออกมาไม่หยุด ซึ่งในช่วงบ่ายดัชนีหุ้นไทยไหลรูดลงไปต่ำสุดที่ระดับ 587.92 จุด ลดลงถึง 142.63 จุด คิดเป็น 19.52% เกือบจะต้องหยุดการซื้อขายตามระบบเซอร์กิตเบรกเกอร์เป็นครั้งที่สอง

1407819928-temp1-o(ภาพจาก pantip.com)

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นได้เริ่มมีแรงช้อนซื้อกลับเข้ามา ผลักดันดัชนีปรับขึ้นมาปิดตลาดที่ระดับ 622.14 จุด ลดลง 108.411 จุด คิดเป็น 14.84% มูลค่าการซื้อขายรวม 72,131.55 ล้านบาท โดยเมื่อจำแนกการซื้อขายรายกลุ่มพบว่า นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 25,121.58 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 2,895.52 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปมียอดซื้อสุทธิ 28,017.10 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 4.63 ล้านล้านบาท ลดลงไปถึง 8.2 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ซึ่งมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 5.45 ล้านล้านบาท”

1407855056-Oui-o

ตลท.-ก.ล.ต.ร้องทบทวน

นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงรุนแรงมากเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนตื่นตระหนกมาตรการของ ธปท. ซึ่งหวังว่าภาครัฐจะทบทวนมาตรการที่ออกมา และควรจะมีมาตรการอื่นรองรับไม่ให้ตลาดหุ้นกระทบมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ถือว่าเป็นจังหวะดีที่นักลงทุนระยะยาวจะเข้ามาซื้อหุ้น แต่ต้องดูจังหวะให้ดีว่าแรงเทขายที่เกิดขึ้นนิ่งหรือยัง

“เข้าใจว่ามาตรการที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจและการส่งออก แต่ก็ควรคำนึงถึงนักลงทุนในตลาดหุ้นด้วย ซึ่งคงต้องรอดูผลกระทบจากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นก็ได้ โดยในช่วงบ่ายจะเห็นผลกระทบชัดเจน เพราะตลาดต่างประเทศมีการเปิดทำการซื้อขาย” นายมนตรี กล่าว

ด้านนางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ได้ส่งข้อมูลการซื้อขายหุ้นให้ ธปท.แล้ว และได้ขอให้ ธปท.ทำการทบทวนมาตรการดังกล่าว เนื่องจากมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยตรง และมีการแยกแยะเม็ดเงินลงทุนด้วยว่า เม็ดเงินใดเป็นการเข้ามาเก็งกำไร หรือเป็นการลงทุนโดยตรง

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า หากมาตรการที่ใช้สามารถแยกแยะให้มีผลควบคุมเฉพาะผู้ที่นำเงินเข้ามาเก็งกำไร โดยกันไม่ให้มีผลกระทบผู้ที่นำเงินมาลงทุนในหุ้นได้ก็จะดีกว่า เพราะผู้ที่นำเงินจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อต้องการเก็งกำไรค่าเงินเป็นหลักนั้น หากพักเงินดังกล่าวไว้ในตลาดหลักทรัพย์ ก็ย่อมจะมีความเสี่ยงจากราคาหุ้นผันผวนมากกว่าที่จะมีกำไรจากค่าเงิน ดังนั้น ก.ล.ต.จะลองศึกษาแนวทางที่จะสามารถยกเว้นเฉพาะตลาดหลักทรัพย์ เพื่อนำไปหารือกับ ธปท.ต่อไป

“เมื่อปิดตลาดช่วงเช้า มูลค่าตลาดลดลงไปกว่า 5 แสนล้านบาท เท่าที่ผมได้พูดคุยกับนักลงทุนต่างประเทศได้ข้อมูลว่า บางรายนอกจากจะกังวลกับมาตรการของ ธปท.แล้ว ยังคาดว่าจะมีมาตรการอื่นๆ ออกมาอีกในอนาคต จึงอยากขอให้นักลงทุนต่างประเทศชะลอการขาย เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจาก ธปท.ให้ชัดเจนเสียก่อน มิฉะนั้นอาจเป็นการเสียโอกาสการลงทุนได้” นายธีระชัย กล่าว

โบรกฯ นอกปรับมุมมองหุ้นไทย

ด้านนายมาโคร์ สุจริตกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เจ พี มอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติได้ปรับมุมมองตลาดหุ้นไทยเป็นลบแล้ว หลังจาก ธปท.ประกาศใช้มาตรการดังกล่าว เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะมีมาตรการอื่นๆ ออกสกัดการเก็งกำไรเงินบาทอีกหรือไม่ จึงแนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไว้ก่อน ซึ่งผลกระทบเห็นได้ชัดเจนจากการเทขายหุ้นอย่างหนัก เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา

“นักลงทุนต่างชาติต้องการลงทุนในตลาดหุ้นที่ปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ไม่มีการควบคุม ซึ่งมาตรการของ ธปท.ถือว่ารุนแรงเกินไป และเกรงว่าตลาดหุ้นไทยจะเจอสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับตลาดหุ้นมาเลเซียเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยเมื่อรัฐบาลประกาศใช้มาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงิน ทำให้ตลาดหุ้นทรุดหนัก ต่างชาติไม่เข้าลงทุน กว่าจะฟื้นตัวได้ต้องใช้เวลา 10 ปี” นายมาร์โค กล่าว

“อุ๋ย”รับรุนแรงเกินคาด-ยอมผ่อนเกณฑ์

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นไทยลดลงอย่างหนัก จากมาตรการของ ธปท.ถือว่าเป็นไปตามที่คาด เพราะหากต้องการให้สกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทได้ผล ก็ต้องยอมเสียด้านหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จะมีการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกตลาดก่อนที่จะมีมาตรการใดๆ มาดูแล

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังตลาดหุ้นปิดการซื้อขาย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้เรียกตัวแทน ธปท. ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ และนายแบงก์ หารือที่กระทรวงการคลัง เพื่อร่วมกันประเมินผลกระทบ และหาทางออก เพื่อรับมือการซื้อขายหุ้นหลังจากตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนักเป็นประวัติการณ์ ซึ่งได้มาตรการผ่อนคลาย แก้ไขมาตรการของ ธปท. ให้เงินที่ไหลเข้าลงทุนโดยตรงและเงินที่เข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องหักสำรองไว้ร้อยละ 30 ส่วนเงินที่เข้ามาเก็งกำไร โดยเฉพาะที่ลงทุนในตราสารหนี้ยังใช้มาตรการเช่นเดิม

“ผมก็คาดพอสมควรแล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น เพียงแต่แรงกว่าที่คิดไว้ ซึ่งถ้าจะเอาบาทให้อยู่ได้ ก็ต้องยอมเสียด้านหนึ่ง อย่างที่ตอนไหลเข้าแรกๆ ก็ลงตลาดหุ้น แต่พอเดือนธันวาคม ชัดเจนว่าเงินไปกองตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นเงินที่กะว่าจะเอาไปเก็งกำไรค่าเงินอย่างแท้จริง ถ้าปล่อยไปต่างชาติก็จะเอาเปรียบประเทศไทย ก็เลยต้องทำ เมื่อทำแล้วก็ต้องรอดูผล” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินที่นักลงทุนขายออกจากตลาดหุ้นในวันที่ 19 ธันวาคม ยังคงอยู่ในประเทศไทย โดยอยู่ในตลาดตราสารหนี้ ยังไม่ได้ขายออกไปเพื่อซื้อดอลลาร์ออกนอกประเทศ เม็ดเงินดังกล่าวมีมากถึง 1 แสนล้านบาท ถือเป็นกำลังสำคัญที่จะซื้อหุ้นต่อไป

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ย้ำว่า การออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศของ ธปท. เนื่องจากในช่วง 3 สัปดาห์ ที่ผ่านมา มีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไรลงทุนระยะสั้นในรูปตราสารหนี้ระยะสั้นถึง 1 แสนล้านบาท และไหลเข้ามาสูงสุดถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเห็นว่าเศรษฐกิจไทยค่อนข้างดี และมีค่าพีอี/เรโชค่อนข้างต่ำ ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำให้เกิดผลเสียต่อการลงทุนทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้ และเมื่อออกมาตรการดังกล่าวแล้วเห็นว่าได้ผลชัดเจน สามารถทำให้ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนลง และจะทำให้การส่งออกสามารถเดินหน้าต่อไป แต่ยอมรับว่า การออกมาตรการของ ธปท.ครั้งแรกไม่สามารถหยุดยั้งการแข็งค่าของเงินบาท จึงออกมาตรการที่แรงขึ้น

ด้านนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า มาตรการที่ ธปท.ออกมานั้น เป็นมาตรการที่ดีที่จะสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาท และป้องกันไม่ให้ค่าเงินมีความผันผวนเกินไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการโดยตรง ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงมาตรการดูแลค่าเงินของ ธปท. ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มองว่าเป็นสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น … “

Advertisements

Leave a Reply