วิเคราะห์แบบแมวและจิ้งจอก !!

catfox(ภาพจาก http://imgur.com/a/TeY9x)

“กาลครั้งหนึ่ง มีหมาจิ้งจอกและแมว ซึ่งสัตว์ทั้งสองกลัวหมาล่าเนื้อมาก … หมาจิ้งจอกรู้จักวิธีเอาตัวรอดเป็นร้อยๆ วิธี ส่วนเจ้าแมวรู้อยู่วิธีเดียว

วันหนึ่งหมาล่าเนื้อผ่านมา เจ้าแมวกระโดดหนีขึ้นต้นไม้ทันที ซึ่งเป็นทางรอดทางเดียวที่มันรู้จัก ส่วนเจ้าหมาจิ้กจอก สาละวนกับการเลือกวิธีหนีที่มันรู้จักมากมาย จนสุดท้ายมัวแต่คิด จึงถูกหมาล่าเนื้อตะครุบเอาไว้ได้”

“นิทานอีสป” เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ต่อให้มีวิธีแก้ปัญหาที่ดีๆ เพียงวิธีเดียว แต่เราใช้ได้จริง ก็ยังดีกว่าการรู้วิธีแก้ปัญหามากมาย แต่เวลาจำเป็นกลับเอามาใช้ไม่ถูก

ที่เอานิทานอีสปเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ก็เพราะผ่านไปเจอศัพท์คำหนึ่งใน wikipedia ก็คือคำว่า “Analysis Paralysis” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “วิเคราะห์จนเป็นอัมพาต” (ที่มา: en.wikipedia.org/wiki/Analysis_paralysis) ซึ่งเจ้านิทานนี้ก็แทรกเป็นตัวอย่างอยู่ในเนื้อหาเรื่องนี้นี่เอง

ใจความเรื่อง Analysis Paralysis ใน Wikipedia นี้ เค้าอธิบายว่า …

มีคนจำนวนมากที่เป็นพวกช่างคิด คิดละเอียดยิบทุกขั้นตอน รู้จักเทคนิกกลเม็ดซับซ้อนมากมาย แต่สุดท้ายไม่รู้จะเลือกอะไรมาทำให้เกิดเป็นผลจริงๆ ขึ้นมา เพราะการคิดวิเคราะห์ซับซ้อนเกินไป ทำให้ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” แพงเกินกว่า “ประโยชน์ที่ได้จากการเสียเวลาวิเคราะห์”

ส่วนบางคนที่ “คิดเท่าที่จำเป็น” สำหรับการเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง (ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องคิดอะไรเลยก่อนทำ) แล้วพอหนทางข้างหน้าเกิดเจอปัญหาใหญ่ๆ ก็ค่อยคิดหาทางแก้เอา คนแบบนี้กลับมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะได้ทำจริงมากกว่า

เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว ก็น่าจะช่วยให้เราเลือก Analysis ที่สำคัญต่อการตัดสินใจ และนำมาใช้ได้จริง มากกว่าการคิดยิบย่อยไปเสียทุกจุด … อย่างน้อยเวลาจำเป็น ก็จะได้กระโดดขึ้นต้นไม้ทัน 🙂

Advertisements

Leave a Reply