หุ้นเล็ก หุ้นทั่วไป หุ้นใหญ่ หุ้นปันผล … แบบไหนให้ผลตอบแทนถึงใจกว่า

screenshot.79

นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีชอบความหลากหลาย บ้างก็ชอบหุ้นเล็ก บ้างก็ชอบหุ้นใหญ่ บ้างก็ชอบหุ้นปันผล

ใครจะชอบอะไรก็ว่ากันไปตามจริต แต่ถ้าถามว่า แล้วหุ้นกลุ่มไหนกันแน่ที่ให้ผลตอบแทนดีสุดในระยะยาว(ที่ผ่านมา) ? เราสามารถใช้ดัชนีผลตอบแทนรวมหรือ Total Return Index (TRI) ช่วยชี้ได้ ซึ่ง TRI ก็มีหลักการคำนวณไม่ต่างจากดัชนี (Index) ปกติทั่วไป แต่จะรวมเอาผลตอบแทนทุกชนิดไว้ด้วยกัน (ถึงได้ชื่อว่า Total Return) ซึ่งประกอบด้วย (1) ผลตอบแทนจากราคาที่เปลี่ยนแปลงไป หรือ Capital Gain (Loss) return (2) ผลตอบแทนจากเงินปันผล หรือ dividend return และ (3) ผลตอบแทนจากการได้รับสิทธิต่าง ๆ หรือ right return เช่น การได้รับสิทธิจองซื้อหุ้น (Warrants) … จึงถือได้ว่า TRI เป็นตัวชี้วัดที่ครบถ้วนและเป็นกลางที่สุดในการเปรียบเทียบและประเมินผลตอบแทน ต่างจากดัชนีปกติที่วัดจาก Capital gain/loss เท่านั้น

และโชคดีที่ตลาดหุ้นไทยก็มีการคำนวณ TRI ไว้หลากหลายรูปแบบ ในโอกาสนี้จึงขอนำ TRI 4 ประเภทมาเทียบกันให้ดูว่าในระยะยาวแล้ว — ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มมีการคำนวณ TRI — กลุ่มหุ้นแบบไหนให้ผลตอบแทนรวมดีที่สุด

screenshot.78

เมื่อดูจากราฟ ซึ่งเริ่มมีข้อมูลตั้งแต่ปลายปี 2011 เป็นต้นมา  จะเห็นว่ากลุ่มหุ้นเล็ก ซึ่งวัดโดย mai Total Return Index ให้ผลตอบแทนรวมดีที่สุด คือบวกมา 125% หรือหนึ่งเท่ากว่า ๆ แม้จะย่อลงมาเยอะจากระดับที่เคยบวกไป 240% แต่ก็ยังเป็นกลุ่มหุ้นที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดอยู่ดี

รองลงมาคือ กลุ่มหุ้นทั่วไป ซึ่งวัดโดย SET Total Return Index ให้ผลตอบแทนเกือบ 70% และตามมาด้วย กลุ่มหุ้นใหญ่ ซึ่งดูจาก SET50 Total Return Index ให้ผลตอบแทน 54%

ส่วนที่โหล่ และเป็นที่โหล่(เกือบ)ตลอดเวลา ก็คือกลุ่มหุ้นปันผล ซึ่งวัดจาก SET 30 High Dividend Total Return Index โดยให้ผลตอบแทนเพียง 33% เท่ากับว่า ใครที่ “เชื่อ” ว่าหุ้นปันผลคือดีสุด หากลงทุนยาวมา 4 ปีกว่า  ๆ  ได้ผลตอบแทนรวมแค่ครึ่งเดียว เมื่อเทียบกับหุ้นใหญ่และหุ้นโดยรวม ๆ และหากเทียบกับกลุ่มหุ้นเล็กยิ่งไม่เห็นฝุ่น … สมมติมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท ผ่านไป 4 ปีกว่า ถ้าเรากระจายในกลุ่มหุ้นเล็ก (สมมติว่าทำได้ใกล้เคียงกับน้ำหนักใน mai index มาก ๆ ) เราจะมีเงินเพิ่มเป็น 2.25 ล้านบาท แต่ถ้าเราลงในหุ้นปันผล เงินเราจะเพิ่มเป็น แค่ 1.33 ล้านบาท คือต่างกัน 9 แสนกว่าบาท เท่ากับรถญี่ปุ่นดี ๆ 1 คันเลยทีเดียว

ข้อมูลนี้ช่วยบอกเราว่า การลงทุนต้องหมั่นมองซ้ายมองขวา ต้องเทียบกับทางเลือกการลงทุนลักษณะอื่น ๆ ที่มีความคล้ายกันด้วย ซึ่งในที่นี้หมายถึง กลุ่มหุ้นที่เคาะซื้อลงทุนได้ผ่านตลาดหลักทรัพย์เหมือน ๆ กัน ทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของท่านนักลงทุนเอง ไม่ใช่ของใครอื่น 🙂

[กราฟจากบริการเอสเพน]

Advertisements

Leave a Reply