จะดีกว่ามั้ย ถ้าได้ผลตอบแทนคู่กับความคุ้มครอง

1200x628 A

ดอกเบี้ยต่ำ ให้เงินทำงานอย่างไรดี?

ในยุคที่ผลตอบแทนโดยทั่วไปต่ำติดดิน คนทำงานก็ยังต้องเสียภาษี แต่จะเลือกการลงทุนแบบไหนดีที่ได้ทั้งความคุ้มครองชีวิต ให้โอกาสรับผลตอบแทนสูงขึ้น  และมีการรับรองผลตอบแทนขั้นต่ำ  แถมยังได้สิทธิในการลดหย่อนภาษี หากแต่ว่า … เรากลับหาที่ลงทุนไม่ได้ง่าย ๆ นี่สิ

ในโลกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ฝั่งที่เป็นสินทรัพย์ (Financial Product) เรามักแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ 1) ผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนหรือกำไร (Investment) ซึ่งก็คือ ผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ เงินฝาก กองทุนรวม และ 2) ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สิน (Protection) ซึ่งก็คือ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต/ประกันภัยนั่นเอง

แต่โดยปกติแล้ว การที่ใครซักคน ต้องการจะได้รับประโยชน์จากทั้งฝั่งของผลตอบแทนและอยากได้แถมความคุ้มครอง เราก็คงจะต้องแยกซื้อผลิตภัณฑ์ ทั้งๆที่ทุกคนมีความต้องการทั้ง 2 ด้านนี้ควบคู่กันไป ไม่สามารถมีแค่อย่างใดอย่างหนึ่งได้

เมื่อเห็นความจริงเช่นนั้นแล้ว ธุรกิจประกันก็ไม่รอช้าที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้ง 2 ด้านขึ้นมา ซึ่งเรียกผลิตภัณฑ์นี้ว่า “Universal Life Insurance” หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า UL (ยูแอล)

แล้วประกันแบบ Universal Life Insurance นี้มันคืออะไร?

ยูแอลจะเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่นำเงินของผู้ถือกรมธรรม์ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงโดยเฉลี่ยในเกณฑ์ไม่สูงมากเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก ควบคู่ไปกับการให้ความคุ้มครองชีวิตแบบกรมธรรม์ประกันชีวิตทั่ว ๆ ไป และมักจะออกแบบให้มีระยะเวลาคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทำให้ได้รับสิทธินำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ด้วยอีกต่อหนึ่ง สรุปง่ายๆแบบรวบรัดก็คือ ได้ประโยชน์สามอย่าง ทั้งเรื่องผลตอบแทน การคุ้มครอง และ ลดหย่อนภาษี

ยกตัวอย่างล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิตได้นำเสนอแบบประกัน ประเภทยูแอลนี้เหมือนกัน ชื่อ “เมืองไทย ยูแอล 1 สินเพิ่มทรัพย์ ในโครงการ Beyond Savings 1” ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อดีได้ดังนี้

  1. แบบชำระเบี้ยประกันครั้งเดียวจบ ไม่ต้องชำระต่อในปีต่อไป ข้อนี้สำหรับผู้ที่มีรายได้แต่ละปีไม่สม่ำเสมอ เช่น อาชีพฟรีแลนซ์ อาจจะชอบแบบนี้ เพราะบางปีรายได้เยอะ บางปีรายได้น้อย ไม่ต้องถูกผูกมัดให้ชำระเบี้ยทุกๆปีต่อเนื่อง
  2. แถมให้ความคุ้มครองชีวิต 130% ของเบี้ยที่จ่ายครั้งเดียว หรือ 130% มูลค่าการลงทุนขณะนั้น แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า และให้ความคุ้มครองตลอด 10 ปีกรมธรรม์ ข้อนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ของประกันอย่างที่รู้ๆกัน คงไม่ต้องพูดอะไรมาก
  3. มีโอกาสได้รับผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะกระจายการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นสามัญ แต่ก็ยังจำกัดความเสี่ยงโดยการลงทุนในหุ้นสามัญได้ไม่เกิน 10% ข้อนี้คือจุดที่แตกต่างจากเงินฝาก เพราะบริษัทจะนำเงินไปลงทุนให้กับลูกค้าให้ได้โอกาสของผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น
  4. การันตีผลตอบแทนขั้นต่ำเมื่อกรมธรรม์ครบสัญญาในปีที่ 10 ที่ 115% ของเบี้ยที่ชำระครั้งเดียว ข้อนี้ต่อเนื่องจากข้อข้างบนเมื่อนำเงินไปลงทุน ก็มีโอกาสได้กำไร แต่ถ้าหากขาดทุนทางบริษัทประกันเค้ารับผิดชอบในส่วนนี้ให้ อย่างไรเราก็ได้ผลตอบแทนตามที่การันตีขั้นต่ำแน่นอน
  5. นำไปลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ข้อนี้ล่ะครับคือโบนัสจริงๆที่หลายๆคนอยากจะได้ เทียบกับการลงทุนทั่วๆไป หรือ ฝากในออมทรัพย์ ก็ไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้

เมื่อลองคำนวณอัตราผลตอบแทนแบบ Internal Rate of Return หรือ IRR ก็พบว่า แค่ตัวผลตอบแทนขั้นต่ำที่การันตีไว้ ก็สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์หรือเงินฝากระยะสั้นแล้ว (อัตราเงินฝากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ 4 แห่ง)

screenshot.529

แต่จุดที่น่าสนใจในเชิงการลงทุนคือ…

ประกันยูแอลนี้ของเมืองไทย ยังมีโอกาสให้เราได้ลุ้นผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าขั้นต่ำ 115% หากบริษัทนำเงินไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เราก็จะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าส่วนนั้นด้วยเช่นกัน

ถ้าดูกันที่ผลตอบแทนจริงในอดีตสิบปีที่ “เมืองไทย ยูแอล 1 สินเพื่มทรัพย์” น่าสนใจมากจริงๆ

ตัวอย่างข้อมูลจริง จากลูกค้าเพศหญิง อายุ 30 ปี เบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว 100,000 บาท ผลประโยชน์ครบสัญญา 150,280.02 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 50.28% จากเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว (นับจาก 6 ก.ค. 49 – 6 ก.ค. 59) โดยเบี้ยประกันภัย จะถูกหักค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนดังนี้ 1.ค่าใช้จ่ายการดำเนินการประกันภัย(ถูกหักเพียงครั้งเดียวหลังจ่ายเบี้ยประกันภัยครั้งแรก) 2. ค่าธรรมเนียมการรักษากรมธรรม์ 3. ค่าการประกันภัย ซึ่งสามารถคำนวณ IRR จากผลตอบแทนสุทธิล้วน ๆ

screenshot.530(คำนวณโดย TIF)

คำเตือน: ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องบ่อชี้ผลประกอบการในอนาคต

มาถึงจุดนี้ หลายคนคงจะถามว่า แล้ว กรมธรรม์ประเภท Universal Life Insurance เหมาะกับใคร ?

เมื่อดูตามลักษณะของ “เมืองไทย ยูแอล 1 สินเพิ่มทรัพย์” ที่อธิบายไปข้างต้น ก็พบว่าเข้ากันได้ดีกับ

  1. คนรุ่นใหม่ที่ทำงานออฟฟิศหรือธุรกิจส่วนตัว
  2. ซึ่งต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าการเงินฝาก แต่ไม่อยากรับความเสี่ยงจากการลงทุนที่สูงเกินไป
  3. มองหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ลดหย่อนภาษีได้ และมีความคุ้มครองชีวิตประกบมาด้วย

ทางเลือกในการเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนนั้นมีหลากหลาย แต่ทางที่จัดมาให้ครบ ทั้งผลตอบแทนที่ดี มีความเสี่ยงต่ำ ได้ความคุ้มครองชีวิตไปยาว ๆ แถมเอาไปลดหย่อนภาษีได้ด้วยนั้น มีไม่มาก … ทั้งหมดนี้จึงทำให้ “เมืองไทย ยูแอล 1 สินเพิ่มทรัพย์ ในโครงการ Beyond Savings 1” น่าสนใจ

ในยุคดอกเบี้ยติดลบ นี่คือ อีกหนึ่ง Solution สำหรับการหาแหล่งเงินลงทุน ที่แถมความคุ้มครองให้อุ่นใจด้วยเช่นกัน

ในบรรดาสินทรัพย์ทั้งหมดของคนเรา จำเป็นที่จะต้องกระจายกันออกไป (diversify) เพื่อเปิดโอกาสให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น รวมทั้งลดความเสี่ยงโดยรวมลงไป สินทรัพย์การลงทุนแบบทั่วไป เช่น หุ้น กองทุนรวม เราคงมีกันทุกคนอยู่แล้ว แต่การมีผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองพร้อมกับโอกาสด้านผลตอบแทน ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยกันมากนัก และนี่คือโอกาสของเราที่จะได้ใช้ประโยชน์จากมัน ซึ่งใครที่อ่านแล้วคิดว่ากรมธรรม์ลักษณะนี้ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง ก็สามารถติดต่อไปได้เลย ที่ https://goo.gl/wVTZIB

[Special Content]

Advertisements

Leave a Reply