ลงทุนนัดเดียวได้ธุรกิจหลายตัวด้วย Holding Company ตอนที่ 2

ในตอนที่แล้วได้นำเสนอภาพรวมว่า Holding Company คืออะไรและมีตัวอย่างในประเทศไทยได้แก่รายใดบ้าง ในตอนนี้ก็จะลงรายละเอียดให้เข้าใจแนวทางการลงทุนและข้อดีของธุรกิจลักษณะนี้

เนื่องจาก Holding Company มีธุรกิจหลักคือการลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ คล้ายการลงทุนในกองทุนรวมที่ประกอบด้วยหุ้นหลาย ๆ ตัวรวมกันเป็น portfolio ซึ่งผ่านการคัดสรรโดยผู้จัดการกองทุน (ซึ่งเทียบได้กับผู้บริหารของ Holding Company) ในการประเมินมูลค่า Holding Company เพื่อพิจารณาความถูกแพงว่าควรซื้อลงทุนหรือไม่ จึงอาจจะใช้วิธี Sum of the parts  หรือดูที่มูลค่ารวมของธุรกิจต่าง ๆ ที่ไปลงทุน

เช่น Holding Company A มีการลงทุนในบริษัท B C และ D ซึ่งมีมูลค่า 500 700 และ 800 ล้านบาท ตามลำดับ ดังนั้นมูลค่า ของ Holding Company A ก็พอจะประเมินคร่าว ๆ ได้ว่าอยู่ในช่วง 500+700+800 = 2,000 ล้านบาท และเมื่อนำจำนวนหุ้นทั้งหมดของ Holding Company A มาหาร ก็จะได้เป็นราคาหุ้นที่เหมาะสม เช่นมี 200 ล้านหุ้น ก็จะได้ราคาพอเหมาะพอสมที่ 10.00 บาท หากราคาตลาดของ Holding Company A อยู่ที่ 6 บาท ก็เท่ากับว่า Undervalue อยู่ถึง 40% (เทียบจาก 10 บาทลงมา 6 บาท) หรือมี Upside ถึง 66.7% (เทียบจาก 6 บาทขึ้นไป 10 บาท) และหาก Holding Company นั้นลงทุนในบริษัทจดทะเบียน การหาข้อมูลของบริษัทที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินมูลค่าที่เหมาะสมก็จะทำได้สะดวก ไม่ว่าจะใช้ราคาตลาดคูณจำนวนหุ้นที่ถือ (วิธี Market cap) หรือจะคำนวณจากงบการเงินและสมมติฐานการเติบโตของกระแสเงินสดในอนาคต (วิธี Discount Cash Flow)

ส่วนประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับจากหุ้น Holding Company ก็ไม่ต่างจากการลงทุนในหุ้นทั่วไป คือ

  1. กำไรจากส่วนต่างราคา หรือ Capital Gain: หากเป็น Holding Company ที่มีวิสัยทัศน์ ก็ย่อมจะลงทุนในธุรกิจที่มองเห็นว่าสามารถเติบโตได้ดีในระยะกลางถึงยาว มีกำไรเพิ่มขึ้น จนทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นได้ต่อเนื่อง รวมถึงโอกาสในการขายเงินลงทุนขนาดใหญ่ได้ในราคาดี จนสามารถ Realize กำไรในปริมาณสูงได้ในคราวเดียว ทำให้มูลค่าของบริษัท Holding Company พุ่งสูงขึ้นในเวลาไม่นาน
  2. รายได้จากเงินปันผล: หาก Holding Company ลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรและสามารถสร้างกระแสเงินสดในอัตราที่สูง ธุรกิจเหล่านั้นก็สามารถจ่ายเงินปันผลให้ Holding Company ในอัตราที่สูงได้ และ Holding Company เองก็สามารถส่งผ่าน (Passthrough) ปันผลต่อมาให้ผู้ถือหุ้นของตนได้เช่นกันนอกจากนั้นยังมีประโยชน์ที่นักลงทุนได้รับจากหุ้น Holding Company ที่เหนือไปกว่าหุ้นที่ทำธุรกิจโดด ๆ นั่นก็คือ
  3. การกระจายความเสี่ยง หรือ Risk diversification: เนื่องจาก Holding Company ลงทุนในธุรกิจหลากหลาย โอกาสที่ธุรกิจต่าง ๆ จะเกิดความเสี่ยงพร้อมกันจึงมีน้อยลง ทำให้ Company risk ถูกกระจายออกไป และยิ่งเป็น Holding Company ที่ลงทุนในธุรกิจหลายประเภทด้วยแล้ว ยังสามารถกระจาย Industry risk ออกไปได้อีกด้วย
  4. การเกิดพลังประสาน หรือ Synergy: กลุ่มธุรกิจภายใต้ Holding Company เดียวกัน มีโอกาสได้รับความสนับสนุนในหลายด้านจากทั้งบริษัทร่วมกลุ่ม และจาก Holding Company เช่น Holding Company ที่มีธุรกิจโฆษณา ธุรกิจกระจายสินค้า และธุรกิจผลิต รวมอยู่ด้วยกัน ธุรกิจผลิตสามารถได้รับความช่วยเหลือที่ใกล้ชิดจากธุรกิจกระจายสินค้า หรือหากจะยกระดับเป็นผู้กระจายสินค้าเอง ก็มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากธุรกิจโฆษณา หรือในกรณีที่บริษัทในกลุ่มต้องการเงินทุน ก็มีโอกาสกู้ยืมหรือขอเงินเพิ่มทุนจาก Holding Company ได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า Holding Company ที่มีฝีมือและวิสัยทัศน์ จะมีโอกาสสูงมากในการจัดกระบวนทัพและกำหนดกลยุทธ์เพื่อพาบริษัททั้งกลุ่มให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง

และหากจะพิจารณาลงลึกไปที่ Holding Company กลุ่มล่าสุดที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อช่วงต้นปี 2558 อย่าง Country Group Holdings PCL (CGH) ก็พบว่า แม้ตัว Holding เองจะเพิ่งเข้าตลาด แต่ก็ประกอบด้วยกลุ่มผู้บริหารและผู้ถือหุ้นหลักที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมายาวนาน อีกทั้งเมื่อดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Holding Company ก็จะสามารถกำหนดนโยบายที่ชัดเจนได้ทันทีภายใต้จุดยืนการเป็น “The New Edge of Investment”

การเป็น The New Edge of Investment ของ CGH จะเน้นการขับเคลื่อน 3 ด้านได้แก่

  1. ทิศทางธุรกิจ: มุ่งสู่การเป็นบริษัทลงทุนที่เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการพัฒนาสินทรัพย์และบริษัทในเครือให้เติบโต และมองหาโอกาสลงทุนใหม่ ๆ ผ่านการต่อยอดธุรกิจ เช่น การเจรจาเข้าซื้อกิจการโรงแรมในประเทศอังกฤษมูลค่าประมาณ 3-4 พันล้านบาท ซึ่งมีรายได้สูง อัตรากำไรสูง รวมถึงการเจรจาซื้อธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติมจากโครงการที่บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI ดำเนินกิจการอยู่แล้ว
  2. สร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งด้านการเงิน: ต่อยอดความได้เปรียบจากการเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีความยืดหยุ่นในการบริหารสูง ด้วยการมองเป้าหมายในการสร้างความสม่ำเสมอในด้านรายได้จากบริษัทในเครือและสินทรัพย์ต่าง ๆ ของบริษัท เช่น  รวมถึงการปรับโครงสร้างในบมจ.หลักทรัพย์คันทรี่กรุ๊ป หรือ CGS ในปีที่ผ่านมา อาทิ การขายสินทรัพย์ 21 สาขาที่เห็นแนวโน้มรายได้ค่านายหน้าลดลง โดยรับรู้รายได้จากการขายสาขาเข้ามาถึง 306 ล้านบาท และไปเน้นธุรกิจด้านการลงทุนเพื่อบัญชีของบริษัท (Proprietary Trading) และกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ซึ่งมีโอกาสให้ผลกำไรสูงกว่า
  3. กลยุทธ์ 5 ด้าน:
    • ความหลากลายทางการลงทุน (Dynamic portfolio)
    • การมีเครือข่ายที่กว้างขวาง (Extensive network)
    • การผนึกโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Synergistic infrastructure)
    • การสร้างมูลค่าสูงสุด (Optimal value)
    • การลงทุนแบบเชิงรุก (Active investment approach)

ใครที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Holding Company ที่มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สามารถดูได้ที่ http://www.set.or.th และหากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CGH สามารถดูได้ที่ www.cgholdings.co.th

[Special Content]

Advertisement

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s