เช็คสถานะนักลงทุน หลังรายย่อยเดินหน้าขาย แต่หุ้นก็ยังขึ้นมา 160 จุด

ตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน SET Index เพิ่มขึ้นมาแล้ว 160 จุด หรือ 10.2% แน่นอนว่าในแต่ละวัน เมื่อมีฝั่งซื้อก็ต้องมีฝั่งขาย แต่ในช่วงที่หุ้นขึ้นแรง ฝั่งเคาะขวาจะทำงานมากกว่า ทำให้หุ้นแต่ละตัวไต่ระดับขึ้นไปได้

จากข้อมูลด้านล่าง แสดงชัดเจนว่า ฝ่ายที่เป็นผู้เคาะขวา (ไล่ซื้อ) กระจุกอยู่ในกลุ่มนักลงทุน 3 ประเภท นั่นคือสถาบันในประเทศ (กองทุนรวมไทย + ประกัน + ธนาคาร + กบข. + ประกันสังคม) บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างประเทศ (นิติบุคคลต่างประเทศ + กองทุนต่างประเทศ) โดยมียอดซื้อสุทธิ 19,291 ล้านบาท 15,981 ล้านบาท และ 16,324 ล้านบาท (รวมกันเท่ากับ 51,596 ล้านบาท)

และเมื่อมีฝั่งซื้อ ก็ต้องมีฝั่งขาย ซึ่งก็คือ รายย่อยไทย โดยได้ขายสุทธิรวมกันไปแล้ว 51,596 ล้านบาท

(กราฟจาก Aspen by ThaiQuest)

แล้วการที่หุ้นยังเป็นขาขึ้นแล้วขาย มันเสียหายยังไง ? (อ่านอัปเดทแนวโน้มตลาด >> ที่นี่)

ความจริงจะว่าเสียหายก็ไม่เชิง แต่เป็นอารมณ์ “เสียดาย” มากกว่า เพราะถ้ารายย่อยไทยไม่ได้ขายสุทธิ หรือขายน้อยกว่านี้ ก็จะมีหุ้นในมืออยู่อีกสูงสุดถึง 51,596 ล้านบาท และจากการที่ SET Index บวกขึ้นมา 10.2% นั่นเท่ากับว่าโอกาสได้กำไรของรายย่อย หายไปแล้วสูงสุดถึง 5,263 ล้านบาท (ใช้คำว่า “สูงสุด” เพราะในทางปฏิบัติตัวเลขอาจจะไม่เยอะขนาดนั้น แต่โดยภาพรวมแล้วก็ทำนองนั้น)

หรือถ้าจะมองให้โหดไปอีก หากรายย่อยไม่ได้ขายสุทธิสูงขนาดนี้ ดัชนีก็อาจไปไกลกว่านี้ เพราะพวกที่เคาะขวาจะมีหุ้นดักไว้ในปริมาณน้อยลง

แล้วนักลงทุนควรทำอย่างไรถ้าตลาดเป็นแนวโน้มขาขึ้น ? (อ่านบทความ “ราคาหุ้นมีแนวโน้มหรือเปล่า” >> ที่นี่)

ถ้าเข้าใจหลักการแนวโน้ม และสังเกตได้ว่าแนวโน้มกำลังเป็นขาขึ้น (อย่างเช่นตอนนี้) สิ่งที่ควรทำอย่างน้อยก็คือ “ถือต่อไป” และอย่างมากขึ้นไปอีกก็คือ “ซื้อเพิ่ม” เพราะภายใต้แนวโน้มขาขึ้น ราคาหุ้น “มีโอกาส” ที่จะขยับขึ้นต่อไป การถือต่อ ทำให้มีโอกาสได้กำไรเพิ่มขึ้น และการซื้อเพิ่มทำให้โอกาสได้กำไรมากขึ้นไปอีก

ขอจบบทความสั้น ๆ นี้ ด้วยการขอพาไปอ่านอีกบทความที่แสดงตัวอย่างชัดเจน ว่าการกล้าและกลัวไม่ถูกเวลานั้นให้ผลอย่างไร >> ที่นี่

Advertisements

Leave a Reply