Investment Articles

ถือกองทุนจ่ายปันผล ไม่ได้เสียแค่ภาษี !! .. อัปเดตกราฟล่าสุด ณ ต้นเดือนพ.ย. 61

(ราคากองทุนจ่ายปันผล + ปันผลที่ได้ทั้งหมด) < ราคากองทุนไม่จ่ายปันผล

อธิบายไว้หลายครั้งแล้วว่า การถือกองทุนที่จ่ายปันผล ตัวเราจะเสียภาษีหัก ณ ที่่จ่าย 10% และแม้ภาษีที่ถูกหักไปอาจจะขอคืนได้ในบางกรณี (เช่น เลือกเอาไปรวมเป็นรายได้ และรายได้ประเภทอื่นมีไม่มาก) แต่ตัวกองทุนก็ยังเสียโอกาสลงทุนอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะต้องขายหลักทรัพย์ในกองทุนเอาเงินสดมาจ่ายปันผลให้เรา

แต่พูดเฉย ๆ ก็อาจจะไม่ชัดเจน เลยขอยกตัวอย่างกองทุนหนึ่งมาเป็นตัวอย่าง (ข้อมูลจริง ณ 2 พ.ย. 61 จากบริการ Aspen by ThaiQuest) ซึ่งกองทุนนี้แบ่งเป็น “Class” ย่อย คือ A ที่ไม่จ่ายปันผล (Accumulation) และ D ที่จ่ายปันผล (Dividend) โดย ณ วันเดียวกัน กองทุนที่เป็น Class A มีราคา 18.4424 บาท ส่วน Class D มีราคา 10.9831 บาท ต่างกัน 7.4593 บาท

ถ้าดูเร็ว ๆ ก็อาจจะคิดว่า ส่วนต่าง 7.4593 บาท ก็ต้องเป็นเงินปันผลสินะ เพราะกองนึงจ่ายปันผล อีกกองไม่จ่ายปันผล .. แต่พอไปรวบรวมข้อมูลการจ่ายเงินปันผลทั้งหมด กลับพบว่ากองทุน Class D จ่ายปันผลออกมาแค่ 5.9700 บาทนั่นเท่ากับว่า มีส่วนต่างเกิดขึ้น 7.4593 – 5.9700 = 1.4893 บาท ซึ่งเกิดจากการที่กองทุนเสียโอกาสในการลงทุนอย่างเต็มประสิทธิภาพ จากเงินที่ต้องจ่ายปันผลออกมารวม ๆ กันถึง 5.9700 บาท

(ในรูปจากต้นฉบับนี้ แสดงข้อมูลขาดไป 1 ครั้ง คือ กันยายน 2012 ซึ่งจ่ายปันผล 0.2500 บาท
อาจจะเพราะต้นทางลืมเพิ่มบรรทัดจาก 3 เป็น 4 บรรทัด
แต่เราจดไว้แล้วตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลใน >> บทความครั้งก่อน)

และนอกจากนั้น เงินปันผล 5.9700 บาท มักจะถูกเลือกให้เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% นักลงทุนจึงเหลือเงินปันผลเข้ากระเป๋าเพียง 5.3730 บาท คือต้องเสียภาษีไป 0.5970 บาท ซึ่งอย่างที่เกริ่นไปตอนแรก ภาษีส่วนที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายนี้ ความจริงก็มีโอกาสขอคืนได้ในบางครั้ง เช่น เลือกนำรายได้จากเงินปันผลไปรวมเป็นรายได้พึงประเมิน โดยที่รายได้ประเภทอื่นมีน้อย คำนวณแล้วจึงสามารถขอคืนภาษีได้ .. แต่ในหลาย ๆ โอกาส เราก็เลือกที่จะให้หัก ณ ที่จ่าย 10% ไปเลย เพราะคิดแล้วไม่คุ้มที่จะเอาไปรวม (ถ้าคิดรวมแล้วต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น แทนที่ได้คืน)

รวมแล้ว การลงทุนในกองทุน Class D ที่จ่ายปันผล ทำให้นักลงทุนเสียประโยชน์ไปอย่างน้อย (กรณีขอคืนภาษีได้ทั้งหมด) 1.4893 บาท หรือคิดเป็น 8.78% เมื่อเทียบกับราคากองทุน Class A  .. ถ้าพูดถึงมูลค่าเงินลงทุน 100,000 บาท 8.78% ก็ 8,780 บาทเลยทีเดียว

ส่วนกรณีที่ขอคืนภาษีไม่ได้ คือถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% แล้วก็โดนหักไปเลย จะเสียประโยชน์ไปถึง 2.0863 บาท หรือคิดเป็น 12.76% ของราคากองทุน Class A .. ลงทุน 100,000 บาท ก็หายไป 12,760 บาท (ตัวอย่างในรูป ทำแบบใจดีแล้ว คือแบบขอคืนภาษีได้ทั้งจำนวน)

ไม่มีปันผลแต่อยากได้เงินสด ต้องทำยังไง ?

คำตอบง่ายมาก นั่นก็คือ “อยากใช้เงินสดเมื่อไร ก็สั่งขายหน่วยลงทุนได้เองตลอดเวลา ขณะที่กองทุนแบบจ่ายปันผล เราไม่ได้กำหนดวันจ่ายปันผลเอง ต้องรอให้กองทุนประกาศจ่ายออกมา .. คืออยากใช้เงินกี่บาทก็คำนวณหน่วยได้ไม่ยาก หรือจะสั่งขายเป็นจำนวนเงินก็ได้ และเงินค่าขายที่ได้รับทุกบาท ไม่เสียภาษี” หรือถ้ากลัวลืม จะตั้ง alarm ไว้ทุก ๆ ช่วงเวลาที่อยากได้เงินสดก็ได้ เช่น ทุกสิ้นเดือน หรือสิ้นไตรมาส .. แต่กระนั้น ก็ขอแนะนำว่า ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรขายออกมา เก็บไว้ลงทุนยาวดีกว่า

ไม่จ่ายปันผลไม่ได้ดีกว่าเสมอไป ต้องเทียบให้ดีก่อน

แต่อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เห็นกองทุนไหนไม่จ่ายปันผล แล้วจะแปลว่ามันดีกว่ากองทุนที่จ่ายปันผลทุกกองเสมอไป .. ยังมีกองทุนจ่ายปันผลอีกหลายกอง ที่ให้ผลตอบแทน “ดีกว่า” กองทุนที่ไม่จ่ายปันผลบางกองเช่นกัน ซึ่งการจะเทียบให้ได้ “เกือบ” สมบูรณ์นั้น ต้องดูที่ Total Return* ครับ

สมมติ กอง X และ Y เป็นกองทุนประเภทเดียวกันจากคนละบลจ. .. กอง X จ่ายปันผล แต่ให้ Total Return 40% ต่อปี เทียบกับกอง Y ที่ไม่จ่ายปันผล แต่ให้ Total Return 10% ต่อปี .. แบบนี้ก็ชัดเจนว่า ไปกอง X เห๊อะะ แม้จะเสียภาษีเงินปันผลบ้าง ก็ยังดีกว่ากอง Y อยู่มาก

ส่วนในบทความ จะเทียบกองทุน “ตัวเดียวกัน” ที่แยกเป็นคลาสย่อย มันจึงเทียบกันได้ชัดเจนมาก ๆ ซึ่งช่วยใช้ตัดสินใจได้ดี ในกรณีที่ไม่รู้จะเลือกคลาสไหนตัวไหน ในกองทุนคู่แฝดเดียวกัน

ถ้าลงทุนซ้ำ ผลจะเท่ากันมั้ย ?

เคยมีถามมาหลังไมค์ว่า  “แล้วถ้าเราเอาปันผลไปลงทุนซ้ำ แล้วก็ได้คืนภาษีปันผลเท่าที่ถูกหักไป จะได้พอ ๆ กับกองทุนไม่ปันผลมั้ย?”

ซึ่งก็ได้ตอบไปว่า

“ถ้าจะตั้งใจจะลงทุนเต็มเม็ดเต็มหน่วยแบบนั้นอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องลงทุนในกองทุนจ่ายปันผลให้ยุ่งยากแต่แรกเลยครับ ไหนจะต้องตามดูว่าเมื่อไรมีการจ่ายปันผล ไหนจะต้องไม่หลงลืมการส่งคำสั่งซื้อกลับให้ครบทุกรอบปันผล ไหนจะมีรายละเอียดที่ต้องยื่นภาษีเพิ่มขึ้น (กรณีจะขอคืนภาษี) .. ขณะที่กองทุนแบบไม่จ่ายปันผลเราจะไม่มีภาระลักษณะนี้เลย ถือไปเรื่อย ๆ ชิว ๆ ตราบใดที่มันยังเป็นกองทุนที่ดีอยู่”

ถ้าจ่ายปันผลแล้วไม่ดี ทำไมยังทำมาขาย ?

ลองสวมหมวกฝั่งบลจ. ผู้บริหารกองทุน การที่กองทุนจ่ายเงินปันผลออกมา มีแต่ผลเสียครับ ข้อแรก บลจ. มีภาระมีต้นทุนในการทำธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับลูกค้าทุกคน แถมยังต้องมีภาระไปยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้สรรพากรด้วย ข้อสอง รายได้ของบลจ.แปรตามขนาดกองทุน เมื่อกองทุนจ่ายปันผลออกมา ขนาดกองทุนก็หดลง รายได้ก็ลดลง

หากจะใช้กองทุนด้านบนคือ แบบ A และ แบบ D เป็นตัวอย่าง สมมติมีจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมด (Quantity) เท่ากันและเก็บค่าบริหารกองทุนในอัตราเดียวกัน จะเห็นว่า กองทุน B (ราคา 10.9831 บาท ) สร้างรายได้ให้กับบลจ. น้อยกว่ากองทุน A (ราคา 18.4424 บาท) ถึงเกือบครึ่งหนึ่ง เพราะ รายได้บลจ. คิดจาก [Quantity x Price x อัตราค่าธรรมเนียมบริหารกองทุน]

สรุปคือ การจ่ายปันผล นอกจากบลจ.จะมีภาระต้นทุนเพิ่มแล้ว รายได้ยังลดลงด้วย .. นั่นแปลว่า แรงจูงใจในการทำกองทุนแบบจ่ายปันผล ไม่ได้เกิดจากตัวบลจ. เอง แต่เกิดจากความต้องการของนักลงทุนจำนวนไม่น้อย ที่ยังอยากเห็นกระแสเงินสดกลับมาเรื่อย ๆ .. บลจ. จึงต้องมีไว้รองรับ (ไม่นับกองทุนบางประเภท เช่น กองทุนของกองทุนอสังหาฯ/โครงสร้างพื้นฐาน ที่ภาครัฐบังคับให้ต้องเป็นกองทุนที่จ่ายปันผลเท่านั้น)

ซึ่งกลายเป็นว่า กองทุนที่จ่ายปันผล (เน้นกรณีที่เทียบตัวเดียวกัน ที่แบ่งเป็นคลาสย่อย ๆ นะครับ) ส่งผลเสียกับทั้งสองฝ่าย ทั้งกับนักลงทุน-ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าแบบไม่จ่ายปันผล และกับทั้งบลจ.ผู้บริหารกองทุน-มีภาระต้องทำธุรกรรมเพิ่มขึ้นแต่กลับสูญเสียรายได้

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว จะตัดสินใจเลือกกองทุนอย่างไร ก็อยู่ที่การใช้เหตุผลของนักลงทุนล่ะครับ

ส่วนใครบอกอยากเสียภาษีช่วยชาติ ถ้าจะไปทางนั้นก็ย่อมได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า เรายังมีทางช่วยชาติช่วยสังคมได้อีกหลายทาง เช่น บริจาคเงินโดยตรงให้องค์กรสาธารณะประโยชน์ ซึ่งเราเลือกได้เองว่าจะให้เงินตกไปถึงใคร ซึ่งก็มักจะเอามาลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย #วนไปวนมา (และถ้าอยากช่วยชาติให้ถึงที่สุด ก็ยังเลือกไม่เอามารวมเป็นรายการลดหย่อนภาษีก็ยังได้ครับ)

———

*การคำนวณ Total Return ที่ถูกต้องตามหลัก Global Investment Performance Standards (GIPS) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล จะไม่ใช่แค่เอาเงินปันผลมาบวกกลับ #มันไม่ได้ง่ายแค่นั้น แต่จะต้องแบ่งการคำนวณเป็นช่วงเวลาย่อย ๆ โดยจะใช้วันที่จ่ายเงินปันผลเป็นตัวแบ่งช่วงเวลา แล้วคำนวณผลตอบแทนจากราคาหน่วยลงทุนในแต่ละช่วงเวลาย่อย ๆ นั้น แล้วนำมาเชื่อมต่อกันด้วยค่าเฉลี่ยแบบ Geometric ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนเงินปันผลที่่จ่ายมาคำนวณแต่อย่างใด ใช้แต่ราคาหน่วยลงทุนล้วน ๆ  .. โดยวิธีแบบนี้เรียกว่า Daily Valuation method หรือ Time-weighted Rate of Return Method .. ถ้างง อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/ou5t76

(ภาพจาก: https://www.treasurist.com/methodology)

 

Advertisement

Advertisements

Categories: Investment Articles