Investment Articles

ผลตอบแทนการลงทุนยาว ในหุ้น อสังหาฯ ทองคำ ฯลฯ .. อัปเดตข้อมูล ณ พ.ย. 61

คนรุ่นใหม่อย่างพวกเราคงเคยได้ยินมาบ่อยครั้งว่า “เริ่ม(ลงทุน)ก่อนรวยกว่า” หรือไม่ก็ “ออมวันนี้เพื่อวันหน้า” และก็มักจะเห็นกราฟแสดงจำนวนเงินออมเงินลงทุนระยะยาว ในกรณีที่ได้รับผลตอบแทนต่าง ๆ กัน และ/หรือ กรณีที่ระยะเวลาออม/ลงทุนต่างกัน เช่น

1) ไม่มีเงินมาก่อนเลย แต่นับจากนี้สามารถเติมเงินได้เดือนละ 5,000 และได้ผลตอบแทน 2% ต่อปี เมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี จะมีเงิน 2,463,627 

2) ระยะเวลา 30 ปีเท่ากันกับกรณี 1 แต่ทำผลตอบแทนได้เพิ่มจาก 2% เป็น 5% ต่อปี จำนวนเงินตอนจบจะเพิ่มเป็น 4,161,293 เท่ากับว่า ผลตอบแทนเพียง 3% ที่เพิ่มขึ้นตลอด 30 ปีนั้น สร้างเงินได้มากขึ้นถึง 1.7 ล้าน

3) เหมือนกับกรณี 2 (ระยะเวลาลงทุน 30 ปี) แต่ได้ผลตอบแทนเพิ่มเป็น 10% ต่อปี จะทำให้ตอนจบมีเงินมากถึง 11,302,440 นั่นก็คือผลตอบแทน +5% ที่เพิ่มขึ้นจากกรณี 2 จะสร้างเงินได้มากขึ้นไปอีก 7.1 ล้าน !!!

จากตัวอย่างทั้ง 3 ก็พอจะเห็นภาพว่า ยิ่งได้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงเท่าไร เมื่อเวลาผ่านไปก็จะยิ่งเพิ่มพูนความมั่งคั่งได้มากขึ้นในอัตราก้าวหน้า !!

พอเห็นตัวเลขถึงจุดนี้นักออมเงินรุ่นใหม่ก็มักจะฟินในอารมณ์ เพราะฝันเห็นความมั่งคั่งของตัวเองเพิ่มพูนมหาศาลเมื่อยามสูงวัย จากตัวเปล่า กลายเป็นเศรษฐีหลายสิบล้าน แต่แล้วพอจะเริ่มออมหรือลงทุนเข้าจริง ๆ กลับไปสะดุดกึกกับคำถามตัวโตที่ว่า

แล้วสินทรัพย์แบบไหนล่ะ ที่ให้ผลตอบแทนดีในระยะยาว?” หรือไม่ก็ “ถ้าจะหวังผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ย 10% ต่อปี  หรือจะให้สูงถึง 14% ต่อปี ต้องลงทุนในอะไร?” 

แต่ไม่ต้องงงอีกต่อไป เพราะข้อมูลต่อไปนี้ จะช่วยให้เห็นภาพว่า การลงทุนในอะไร ให้ผลตอบแทนประมาณไหนในระยะยาว เท่าที่พอจะมีข้อมูลย้อนหลังให้คำนวณได้ (อย่ามาถามว่าทำไมไม่ย้อนไกลกว่านี้ .. ไม่มีข้อมูลจ้า !!) รวมถึงระยะยาวที่สั้นมาหน่อยคือ 5 ปีล่าสุด เพื่อให้เห็นค่าเฉลี่ยในยุคปัจจุบันด้วย ซึ่งข้อมูลจะเรียงตามผลตอบแทนต่อปีในกรณีที่ใช้ข้อมูลย้อนหลังนานสุดเท่าที่มีของสินทรัพย์แต่ละตัว โดยเรียงจากมากไปน้อย (แหล่งอ้างอิงของข้อมูล ดูได้จากรูปสรุปที่ช่วงท้ายบทความ) และสัญลักษณ์ลูกศร ขึ้น ลง หรือ เท่ากับ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยเทียบกับเดือนก่อน

 

อันดับแรกที่นำโด่งมาคือ การลงทุนในกลุ่มหุ้นสามัญทั่วไป (วัดจาก SET Total Return Index ที่รวมผลตอบแทนจากทั้งราคาที่เปลี่ยนไป เงินปันผลที่ได้ และการได้รับแจกสิทธิต่าง ๆ เช่น Warrant) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.64% ต่อปี ตลอดเวลาเกือบ 17 ปีที่ผ่านมา และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.54% ต่อปี ในช่วง 5 ปีล่าสุด เพิ่มขึ้นจากตัวเลข 5.81% ในช่วงเดือนก่อน ทั้งนี้ก็เนื่องจากช่วงเดือนทีผ่่านมา แม้หุ้นร่วงค่อนข้างเยอะ แต่หากย้อนไปเมื่อช่วง 5 ปีที่แล้ว เป็นจังหวะที่ดัชนีเดือนพ.ย. ร่วงหนักจากเดือน ต.ค. เช่นกัน

ที่ตามมาติด ๆ คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนับรวมทั้ง Property Fund และ REIT โดยให้ผลตอบแทนรวมถึง 14.14% ต่อปี ในช่วง 7 ปีเศษที่ผ่านมา ซึ่งผลตอบแทนนี้รวมเงินปันผลไว้ด้วยแล้ว และให้ผลตอบแทนต่อปี 11.93% ต่อปี ในช่วง 5 ปีล่าสุดนี้

ถัดไปคือ การลงทุนในกลุ่มหุ้นสามัญขนาดกลางและเล็ก (วัดจาก mai Total Return Index) ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13.29% ต่อปี ตลอดเวลา 16 ปีเศษที่ผ่านมา แต่ในช่วง 5 ปีล่าสุดให้ผลตอบแทนเพียง 3.35% ต่อปีเท่านั้น เนื่องจากในช่วง 2 ปีล่าสุดหุ้นในกลุ่มนี้ราคาพากันร่วงพอสมควร .. แต่ถ้าดูระยะยาว ก็ถือว่าให้ผลตอบแทนน่าสนใจ

นอกจากนั้น ในช่วงเกือบ 11 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างที่ดินเปล่า และ คอนโดมิเนียม ก็ให้ผลตอบแทนสูงถึง 6.27% ต่อปี และ 5.79% ต่อปี ตามลำดับ ส่วนการลงทุนในทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวนั้น ให้ผลตอบแทนประมาณ 4-5% ต่อปี .. แต่จุดอ่อนของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จริง ๆ ที่ไม่ใช่กองทุน คือการต้องใช้เงินก้อนจำนวนค่อนข้างมาก และมีสภาพคล่องต่ำกว่าหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์

ส่วนการลงทุนในทองคำ หากมองกันยาว ๆ ย้อนหลังไปเกือบ 24 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระดับ 5.03% ต่อปี ซึ่งไม่ได้สูงมาก เมื่อมองเป็นการลงทุนระยะยาว คือสูงกว่าเงินเฟ้อแค่เล็กน้อย และหากพิจารณาในช่วง 5 ปีล่าสุด ถึงกับติดลบปีละ 0.32% โดยเฉลี่ย (ถือเงินสดไว้เฉย ๆ ยังเหลือเยอะกว่า)

ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ และ กองทุนรวมตลาดเงินที่ใช้ทดแทนเงินสดหรือเงินฝากออมทรัพย์ ให้ผลตอบแทน 2.0%-2.5% ต่อปีเท่านั้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ มีเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ในระดับ 2.35% ต่อปี (ค่าเฉลี่ยตลอดเวลาเกือบ 22 ปี) คอยไล่ล่าทำลายมูลค่าเงินของเราอยู่ตลอดเวลา

จากข้อมูลทั้งหมด ก็พอจะสรุปได้ว่า

  1. จะลงทุนหรือออมอะไร ต้องได้ผลตอบแทนอย่างน้อยประมาณ 2.35% ต่อปีไว้ก่อน ถ้าหลงไปทำอะไรที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่านี้ เท่ากับ ยิ่งนานยิ่งเสื่อมค่า เมื่อเทียบกับกำลังซื้อของเราจริง ๆ ที่มีตัวแปรคืออัตราเงินเฟ้อ (ความจริงลงทุนในอะไร ถ้า adjust ด้วยเงินเฟ้อแล้วมันก็ให้ผลตอบแทนต่ำลงทั้งสิ้น แต่ถ้าลงทุนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ inflation-adjusted yield มันจะติดลบ)
  2. ถ้าหวังผลตอบแทนระดับ 5% – 7% ต่อปี ต้องพิจารณาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดหรือที่ดิน หรือไม่ก็ไปหุ้นปันผล
  3. กองทุนรวมด้านอสังหาริมทรัพย์ให้ผลตอบแทนในช่วง 5-7 ปีที่ผ่านมานี้ ในระดับที่น่าสนใจคือระดับ 11%-14% ต่อปีกันเลยทีเดียว
  4. แต่ถ้าหวังสูงจริงจังคือผลตอบแทนระดับ 14% ต่อปีขึ้นไปในระยะยาว ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องลงทุนในหุ้น หรือถ้าจะให้มีการกระจายความเสี่ยง ก็ต้องเป็นกองทุนหุ้น 

การลงทุนมีความเสี่ยงเป็นเงาตามตัวอยู่เสมอ แต่การไม่กล้ารับความเสี่ยงอย่างเพียงพอเพื่อให้ได้ผลตอบแทนในระยะยาวในอัตราที่สูงพอ เท่ากับว่าเรา “ปิดประตู” การไปถึงเป้าหมายของเราแล้วอย่างสิ้นเชิง เช่น คำนวณมาแล้วว่าต้องได้ผลตอบแทนอย่างต่ำ 10% ต่อปี แต่ไม่มีความรู้ หรือมีความรู้แต่ไม่กล้าลงทุน เลยมีแต่กองทุนรวมตลาดเงินหรือตราสารหนี้เต็มไปหมด แบบนี้แม้จะเกษียณแล้วก็ไปไม่ถึงไหน

กลายเป็นว่า “กลัวจนระยะสั้น จนอดรวยระยะยาว”

แต่อย่างไรก็ดี การจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างมั่นคง โดยที่จะไม่ล้มหายตายจาก(ทางการเงิน) เพราะขาดทุนหมดตัวไปเสียก่อน ก็จะต้องศึกษาหาความรู้  เพื่อให้รู้ลึก รู้จริง ด้วยเช่นกัน

 

Advertisement

Advertisements

Categories: Investment Articles