Category: Investment Articles

มุมมอง ความรู้ ด้านการเงินการลงทุน

ลดดอกเบี้ยนโยบาย แล้วอะไรจะเกิด ?!?

วันนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์คณะหลักของประเทศในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ประกาศหั่นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย — ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยแกนหลักของประเทศ ที่ใช้กำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยต่าง ๆ ทั้งหมด ทั้งพันธบัตร เงินกู้ และเงินฝาก — ให้ลดลง 0.25% จาก 2.00% ต่อปี เหลือ 1.75% ต่อปี ด้วยเหตุว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยแย่กว่าที่คาด แถมการใช้จ่ายภาครัฐยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเห็นผล (ที่มา: www.bot.or.th) และผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายดังกล่าว เท่าที่เห็นผลได้ทันทีและเท่าที่พอจะนึกออกในตอนนี้ก็คือ Advertisements

Advertisements

อะไรนะ P/E Ratio ของตลาดจะแตะ 22 เท่าอยู่แล้ว !!

เผื่อใครยังไม่รู้ ตอนนี้ค่า P/E Ratio ของ SET Index บ้านเรา พุ่งเกิน 21 เท่า จนจะแตะ 22 เท่าอยู่รอมร่อแล้ว แต่ … แต่ .. ไม่ใช่เป็นผลจากราคาดัชนี (Price) ที่พุ่งสูงขึ้น แถมความจริงดัชนีออกแนวทรง ๆ ทรุด ๆ ด้วยซ่้ำ

(อย่า)เสียดายจนเสียหาย !!

ต้นทุนจม (Sunk Cost) คือ ต้นทุนที่เราจ่ายไปแล้วในอดีต และไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคตเหตุการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ไม่สามารถเรียกต้นทุนส่วนนั้นคืนมาได้ เรื่อง Sunk Cost นี้สำคัญมากในการลงทุน เพราะการลงทุนคือการ “มองไปข้างหน้า” ว่าควรเดินต่อไปหรือไม่ ควรลงทุนต่อไปหรือไม่ แต่คนจำนวนมาก มักติดสินใจเดินหน้า หรือลงทุนเพิ่ม เพียงเพราะว่า “เสียดาย” Sunk Cost ที่ได้ลงไปแล้ว … แทนที่จะมองไปข้างหน้า อย่างที่ควร การไม่ใช้เหตุผลพิจารณาต้นทุนจม (Sunk Cost Fallacy) นี้ บางทีก็เรียกกันว่า “Concorde Effect” เพราะมีที่มาจากกรณีศึกษาจริงของการสร้างเครื่องบิน Concorde ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศสที่สุดท้ายไปไม่รอดเพราะไม่คุ้มทุนทั้งผู้ผลิตและผู้ให้บริการ แถมรัฐบาลทั้ง 2 ชาติเจ็บหนัก ก็เพราะตัดสินใจเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ (ก่อนที่จะมายอมรับความจริงเอาตอนที่เจ๊ง) ด้วยเหตุที่ว่าได้ลงทุนไปเยอะแล้ว (ภาพจาก 9to5hdwallpapers.com)  ส่วนในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป เราสามารถพบเรื่องราวมากมายที่หมิ่นเหม่จะหลอกให้เราติดอยู่ในต้นทุนจม เช่น • ตั๋วหนังที่เราซื้อมาแล้ว […]

ให้เด็กโตเป็นเจ้าของกิจการ ดีกว่าเป็นลูกจ้างชั้นดี .. เขาว่างั้น !!

(ถ้าเครื่องใครโหลด Sub Thai ไม่ขึ้น กดเข้าไปดูได้ที่ TED ครับ) “ตอนผมเรียน ป.2 ผมชนะการแข่งขันการพูดระดับอำเภอแต่ไม่มีใครพูดสักคนว่า “เฮ้ย เจ้าเด็กนี่ เป็นนักพูดที่ดีนะเนี่ย เขาไม่มีสมาธิ แต่เขารักที่จะเดินไปทั่ว และพูดจูงใจผู้คน” ไม่มีใครสักคนจะพูดว่า “จ้างโค้ชมาฝึกเขาเรื่องการพูดสิ” พวกเขากลับบอกว่า ให้มีครูสอนพิเศษผม ในเรื่องที่ผมยังไม่ดีพอ เมื่อเด็กๆ แสดงทักษะแบบนี้ เราจำเป็นต้องเริ่มมองหาเด็กเหล่านี้ ผมคิดว่า เราควรจะเลี้ยงดูเด็กๆ ให้เติบโตเป็นเจ้าของกิจการแทนที่จะเป็นทนายความ โชคร้าย ที่ระบบโรงเรียนทำให้คนทั้งโลกพากันพูดว่า “นี่ มาเป็นทนายความ หรือเป็นหมอกันเถอะ” และเราก็จะพลาดโอกาสเหล่านั้น เพราะไม่มีใครสักคนที่จะพูดว่า “นี่ มาเป็นเจ้าของกิจการกันเถอะ” … 

ลงทุนยาวไป ได้เท่าไรกันนะ ?!?

จากตัวอย่างทั้ง 4 ก็พอจะเห็นภาพว่า ยิ่งได้ผลตอบแทนสูงเท่าไร เมื่อเวลาผ่านไปก็จะยิ่งเพิ่มพูนความมั่งคั่งได้มากขึ้นในอัตราก้าวหน้า !! พอเห็นตัวเลขถึงจุดนี้นักออมเงินรุ่นใหม่ก็มักจะฟินในอารมณ์ เพราะฝันเห็นความมั่งคั่งของตัวเองเพิ่มพูนมหาศาลเมื่อยามสูงวัย จากตัวเปล่า กลายเป็นเศรษฐีหลายสิบล้าน

แต่แล้ว พอจะเริ่มออม/ลงทุนเข้าจริง ๆ กลับไปสะดุดกึกที่คำถามตัวโตที่ว่า “แล้วสินทรัพย์แบบไหนล่ะ ที่ให้ผลตอบแทนดีในระยะยาว?” หรือไม่ก็ “ถ้าจะหวังผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ย 15% ต่อปี ต้องลงทุนในอะไร?” หลายคนจึงหยุดกระบวนการฝันฟิน ณ จุดนี้ เพราะไปต่อไปถูก แล้วก็เอาเงินไปฝากออมทรัพย์หรือเอาไปซื้อ smartphone รุ่นใหม่ เช่นเคย

ข้อมูลต่อไปนี้ น่าจะช่วยให้พอเห็นภาพว่าการลงทุนในอะไร ให้ผลตอบแทนประมาณไหน ในระยะยาว

วิเคราะห์แบบแมวและจิ้งจอก !!

(ภาพจาก http://imgur.com/a/TeY9x) “กาลครั้งหนึ่ง มีหมาจิ้งจอกและแมว ซึ่งสัตว์ทั้งสองกลัวหมาล่าเนื้อมาก … หมาจิ้งจอกรู้จักวิธีเอาตัวรอดเป็นร้อยๆ วิธี ส่วนเจ้าแมวรู้อยู่วิธีเดียว วันหนึ่งหมาล่าเนื้อผ่านมา เจ้าแมวกระโดดหนีขึ้นต้นไม้ทันที ซึ่งเป็นทางรอดทางเดียวที่มันรู้จัก ส่วนเจ้าหมาจิ้กจอก สาละวนกับการเลือกวิธีหนีที่มันรู้จักมากมาย จนสุดท้ายมัวแต่คิด จึงถูกหมาล่าเนื้อตะครุบเอาไว้ได้” “นิทานอีสป” เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ต่อให้มีวิธีแก้ปัญหาที่ดีๆ เพียงวิธีเดียว แต่เราใช้ได้จริง ก็ยังดีกว่าการรู้วิธีแก้ปัญหามากมาย แต่เวลาจำเป็นกลับเอามาใช้ไม่ถูก ที่เอานิทานอีสปเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ก็เพราะผ่านไปเจอศัพท์คำหนึ่งใน wikipedia ก็คือคำว่า “Analysis Paralysis” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “วิเคราะห์จนเป็นอัมพาต” (ที่มา: en.wikipedia.org/wiki/Analysis_paralysis) ซึ่งเจ้านิทานนี้ก็แทรกเป็นตัวอย่างอยู่ในเนื้อหาเรื่องนี้นี่เอง ใจความเรื่อง Analysis Paralysis ใน Wikipedia นี้ เค้าอธิบายว่า … มีคนจำนวนมากที่เป็นพวกช่างคิด คิดละเอียดยิบทุกขั้นตอน รู้จักเทคนิกกลเม็ดซับซ้อนมากมาย แต่สุดท้ายไม่รู้จะเลือกอะไรมาทำให้เกิดเป็นผลจริงๆ ขึ้นมา เพราะการคิดวิเคราะห์ซับซ้อนเกินไป […]

ใคร อะไร ทำไมน้ำมันดิ่ง !!

ก่อนที่จะไปสู่ภาควิเคราะห์ว่าทำไมราคาน้ำมันต้องดิ่วเหว ชวนมาทำความเข้าใจเรื่องราวพื้นฐานของน้ำมันกันเล็กน้อยครับ 1. ประเภทน้ำมัน น้ำมันที่ใช้เป็นแหล่งพลังงานในโลกเรานั้น มีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ คือ (1) น้ำมันดิบเหลว หรือ Crude Oil และ (2) น้ำมันดิบจากหิน หรือ Shale Oil (1) Crude Oil นั้นมีลักษณะเป็นของเหลวข้น สีดำ เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์เป็นเวลาหลายล้านปี จนได้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่นำมาเผาไหม้ให้พลังงานความร้อนได้ โดยประเทศที่มี Crude Oil อยู่เป็นจำนวนมาก ก็คือประเทศในแถบตะวันออกกลาง เช่นซาอุดิอาราเบีย และประเทศในทวีปอเมริกาใต้บางประเทศเช่นเวเนเซูเอลา (ที่มา: wikipedia) และประเทศที่มีปริมาณ Crude Oil สำรองอยู่มาก