แนวโน้มตลาดหุ้นไทย เข้าใจได้ใน 3 กราฟ

screenshot-418

สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นตกมากมาย แค่ 5 วัน SET Index ร่วงไป 76 จุด และถ้านับตั้งแต่สิ้นเดือนก่อน SET Index ร่วงไปแล้ว 103 จุด .. นับเป็นการตอกย้ำวลี “ขึ้นบันไดแต่ลงลิฟท์” อย่างแท้จริง เพราะครั้งสุดท้ายที่ดัชนีอยู่ระดับต่ำกว่า 1445 จุด คือวันที่ 30 มิถุนายน 2559 หมายถึงว่า ใช้เวลา 2 เดือนในการไต่ระดับ แต่แค่สัปดาห์เดียวก็กลับมาที่เดิม

ช่วงนี้ จึงน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ ในการมาตรวจสอบแนวโน้มตลาดหุ้นไทย (ผ่าน SET Index) ว่าเป็นอย่างไรแล้วบ้าง จะเสียทรงไปแค่ไหนแล้ว ทั้งในกรอบเวลาลงทุนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งระยะสั้นหมายความถึงการใช้แท่งเทียนแบบ Daily คือข้อมูลการซื้อขาย 1 วันจะแสดงอยู่ในแท่งเทียน 1 แท่ง ซึ่งในกรอบระยะสั้นนี้ ใช้ดูแนวโน้ม SET Index (รวมถึงหลักทรัพย์ใด ๆ ก็ได้) ในช่วงเวลาหลายวัน .. ส่วนระยะกลาง หมายถึงการใช้แท่งเทียนแบบ Weekly ซึ่งใช้ดูแนวโน้มในช่วงเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน … และระยะยาว หมายถึงการใช้แท่งเทียนแบบ Monthly ซึ่งใช้ดูแนวโน้มในช่วงเวลาหลายเดือนถึงหลายปี

โดยเครื่องมือที่เลือกใช้ในการจับแนวโน้มคือ Moving Average Convergence/Divergence หรือ MACD ซึ่งค่าตัวแปรต่าง ๆ ได้ผ่านการ Back Test ด้วยข้อมูลย้อนหลังหลายปีแล้ว ว่าเป็นรูปแบบที่สร้างผลกำไรให้นักลงทุนได้ดีที่สุด (ภายใต้สภาวะ Testing แบบหนึ่ง) …

ในการดูแนวโน้ม ก็ง่าย ๆ คือดูที่ทิศทางของหัวลูกศรตัว MACD … ถ้าชี้ขึ้น ก็เป็นการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาลงเป็นขาขึ้น = ควรซื้อ …ในทางกลับกัน ถ้าลูกศรชี้ลง เป็นการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาขึ้นเป็นขาลง = ควรขาย

1. แนวโน้มระยะสั้น (Daily Time Frame) 

screenshot-412

เป็นขาลงมาตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. ตอนที่ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,537 จุด ดังนั้นใครที่ลงทุนหรือเก็งกำไรในระยะสั้น ก็ควรจะตัวเบามาตั้งแต่กลางเดือนที่แล้ว

2. แนวโน้มระยะกลาง (Weekly Time Frame)

screenshot-416

หลังจากที่เป็นขาขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีจากระดับประมาณ 1,300 จุด มาเจอสัปดาห์นี้เข้าไป ก็กลายเป็นขาลงซะแล้ว เพราะลงหนักเหลือเกิน

3. แนวโน้มระยะยาว (Monthly Time Frame)

screenshot-415

ถึงแม้จะเป็นต้นเดือนกันยายนที่ไม่สวย แต่เมื่อมองกันในช่วงเวลาหลายปี ก็จะพบว่า แนวโน้มระยะยาว ยังเป็นขาขึ้นได้อยู่ ยาวมาตั้งแต่ต้นปี

โดยสรุปก็คือ  (1) ถ้าใครเป็นนักลงทุนหรือเก็งกำไรระยะสั้นไม่กี่วัน เวลานี้ควรถือเงินสดมากกว่า (2)ส่วนใครลงทุนระยะกลางหลายเดือน ก็ควรถือเงินสดเช่นกัน เพราะแนวโน้มเสียไปแล้ว (3) แต่ใครที่ลงทุนระยะยาว ดูภาพใหญ่หลาย ๆ ปี ก็ยังสามารถถือลงทุนได้อยู่ แนวโน้มยังไปต่อได้ 

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จากกราฟ ซึ่งใช้เครื่องมือ MACD เป็น “ผล” จาก “เหตุปัจจัยต่าง ๆ” เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น การเมืองไทย การเมืองโลก เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก ภาวะธุรกิจตลอดจนข่าวของบริษัทเอง ฯลฯ … เราจึงดูกราฟเพื่อให้รู้ว่าปัจจัยต้นเหตุต่าง ๆ การคาดการณ์ต่าง ๆ ในช่วงนี้ ส่งผลต่อแนวโน้มราคาในระยะนี้ต่อไปถึงอนาคต “ใกล้ ๆ” อย่างไรบ้าง … แต่เราไม่สามารถเอากราฟซึ่งเป็น “ผล” กลับไปพยากรณ์ “เหตุ” ในอนาคตไกล ๆ ได้ กราฟไม่สามารถพยากรณ์การประกาศมาตรการการเงินการคลังของสหรัฐฯ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น กราฟไม่สามารถพยากรณ์นโยบายการผลิตน้ำมันของโอเป็คได้ … อาการของราคาหุ้นในตอนนี้ (ซึ่งใช้กราฟเป็นเครื่องมือในการอธิบาย) จึงไม่สามารถใช้คาดการณ์ราคาหุ้นในอนาคต“ไกล ๆ” ได้อย่างมีเหตุผลเช่นกัน ไม่ว่าจะใช้เครื่องมืออะไร หรือแนวเทคนิกแบบไหนก็ตาม

[รูปยอดดอยจาก canva.com]

Advertisements

Leave a Reply