ลงทุนนัดเดียวได้ธุรกิจหลายตัวด้วย Holding Company ตอนที่ 1

เมื่อกล่าวถึง “การลงทุนในหุ้น” สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไปก็จะนึกถึงหุ้นรายตัว ซึ่งหุ้นแต่ละตัวก็จะมีรูปแบบธุรกิจ มีแบรนด์ มีสินค้า ที่เฉพาะเจาะจงของตัวเอง การลงทุนในหุ้นลักษณะนี้ จะสะท้อนถึงการร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นตามสัดส่วนที่เราถือหุ้น ซึ่งมักจะเป็นสัดส่วนเล็กน้อยตามกำลังของนักลงทุนรายย่อย ส่วนการลงทุนในสัดส่วนที่สะท้อนถึงการเป็นเจ้าของกิจการ หรือการควบรวมกิจการ มักจะถูกมองเป็นเรื่องไกลตัว

แต่ในปัจจุบันมีบริษัทประเภทหนึ่ง ที่มีธุรกิจกิจหลัก คือการลงทุนในกิจการอื่นล้วน ๆ ซึ่งในวงการการเงิน จะเรียกบริษัทประเภทนี้ว่า Holding Company (Hold = ถือ ซึ่งในที่นี้คือการถือหุ้น) โดย set.or.th ได้นิยาม Holding Company ไว้ว่าคือ บริษัทที่มีการประกอบธุรกิจโดยมีรายได้จากการถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก ซึ่งอาจเป็นการลงทุนในประเทศหรือต่างประเทศ และไม่มีการประกอบธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญเป็นของตนเอง และในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็มีบริษัท Holding Company อยู่จำนวนหนึ่ง ทำให้นักลงทุนทั่วไปมีโอกาสร่วมลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ผ่านช่องทางที่คุ้นเคย

ตัวอย่าง Holding Company ที่มีหุ้นซื้อขายอยู่ในตลท. อาจจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

  1. ลงทุนในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง เช่น
    • บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์ หรือ INTUCH ซึ่งลงทุนเฉพาะในบริษัทด้านโทรคมนาคมอันประกอบด้วย ค่ายมือถือ ADVANC (40.45%) ผู้ให้บริการดาวเทียม THCOM (41.14%) และผู้ให้บริการอินเตอร์เนท CS Loxinfo หรือ CSL (42.07% ผ่าน DVT Service ในเครือ THCOM)
    • บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป หรือ TISCO ซึ่งลงทุนเฉพาะในบริษัทด้านการเงิน เช่น ธนาคารทิสโก้ (99.99%) บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ (100.00%) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ (100%)
  2. ลงทุนในธุรกิจหลากหลายประเภท (Conglomerate) เช่น
    • บมจ. คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ CGH ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงทุนกระจายในธุรกิจหลากหลายอย่าง เช่น บมจ.หลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป หรือ CGS (99%) บมจ. หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี หรือ MFC (24.81%) บมจ. ผาแดงอินดัสทรี หรือ PDI ซึ่งทำธุรกิจพลังงานสะอาดและวัสดุรีไซเคิล (25.0%) บมจ. คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) (9.3%) ซึ่งเป็นเป็นเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ High-end อย่าง Four Season Private Residence และ บริษัท เก็งกิ พาวเวอร์ จำกัด (100%)
    • บมจ. สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง หรือ SPI ซึ่งบริษัทลงทุนหลักของกลุ่มสหพัฒน์ ลงทุนทั้งในบริษัทกระจายสินค้า ICC (22.49%) และ SPC (20.00%) รวมถึงธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า TF (21.96%) และการร่วมลงทุนในอีกหลายบริษัทกับพันธมิตรต่างชาติ

ในการพิจารณา Holding Company ที่น่าสนใจในยุคนี้ ด้วยความที่มีธุรกิจหลักคือการลงทุนในบริษัทอื่น ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก็น่าจะต้องเน้นดูที่วิสัยทัศน์ในการพัฒนาต่อยอดบริษัทในกลุ่มให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ดีกับผู้ถือหุ้นทั้งที่เป็นรายใหญ่ของ Holding Company เอง และที่เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย และหากจะกล่าวถึง Holding Company รุ่นใหม่ก็คงหนีไม่พ้น CGH ที่เพิ่งเข้าซื้อขายในตลท.เมื่อปี 2558 ซึ่งบริหารงานโดยผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มี Background ในการผลักดันการเติบโตให้กับธุรกิจกองทุนรวมอย่าง MFC โดย CGH เน้นกลยุทธ์การสร้างเครือข่ายและองค์ความรู้ด้านการตลาดที่เข้มแข็ง และมีเป้าหมายที่จะเข้าเป็นสมาชิกในดัชนี SET50 ภายในปี 2020 ซึ่งมีจุดยืนที่จะสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนโดยการหาแนวทางการลงทุนแบบใหม่ ๆ ดั่งสโลแกนที่ว่า “The New Edge of Investment”

ซึ่งในบทความตอนต่อไป จะกล่าวถึงรายละเอียดความน่าสนใจและจุดเด่นของการลงทุนใน Holding Company เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลเพียงพอให้การใช้เป็นทางเลือกในการลงทุน

[Special Content]

 

Advertisement

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s